โอเอร้องทุกข์ หลังถูกคู่แข่งล้มธุรกิจเกือบหมดตัว ชี้ 5 ปี คดีไม่คืบ ขอเปิดใจครั้งสุดท้าย



เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทกลุ่มธุรกิจเครือโอเอ นายอนุชิต ไชยทองงาม รปภ.ที่ถูกรุมทำร้าย  พร้อมด้วยนางยุพิน ผู้เป็นมารดา และนายอนันต์ แสงศรี ที่ปรึกษากฎหมาย ร่วมกันแถลงข่าวหัวข้อขอความเป็นธรรม  เหตุที่โอเอถูกล้ม

 โดย น.ส.สายทิพย์ กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวโรจน์รุ่งรังสีต้องประสบพบเจอ  จนถึงวันนี้ เราเหมือนกับคนที่ไม่มีที่ไป ไม่มีทางสู้ เพราะสิ่งที่เราเผชิญกับอำนาจมืด ทุกคนในครอบครัวจะโดนลบไปจากพื้นที่ทำมาหากิน แถมยังจะมีหนี้สิ้นก้อนโตท่วมหัว  พร้อมทั้งพนักงานของเราอีกนับหมื่นชีวิต ครอบครัวของพวกเขา กลุ่มธุรกิจชุมชนร่วมถึงพ่อค้าแม่ค้า คู่ค้าของเรา ที่ได้รับผลกระทบ จากสิ่งที่เกิดขึ้น

      การตัดสินใจออกมาแถลงข้อเท็จจริงในวันนี้เกิดจากจุดพลิกพลันชะตากรรมของครอบครัวเรา ส่อเค้าลางขึ้นเมื่อปี 2554 มีชายชาวจีนคนหนึ่ง อดีตเคยเป็นไกด์มาก่อน ได้ติดต่อบริษัทของเรา เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเรา แต่ทางเราได้ให้การปฏิเสธไป

     กระทั่งเดือนเมษายน 2555 ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ร้านค้าเราที่ภูเก็ตถูกวางเพลิง เสียหายและ น้อง รปภ. ถูกรุมทำร้ายจนพิการมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นมา ก็จะมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในส่วนของคดีที่โดนวางเพลิงก็เงียบหายไปไม่มีความคืบหน้าทางคดี เราก็ไม่ได้ติดตามต่อ จนปี 2559 เมื่อคุณพ่อมาทราบว่า คดีวางเพลิงกำลังจะหมดอายุ ก็ได้ให้ทางสาขาลองติดต่อถึงความคืบหน้าของคดี เพราะเราก็อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ รปภ ที่โดนทำร้ายในคืนเกิดเหตุ โดนทำร้ายอย่างแสนสาหัส จนหลับหมดสติ อยู่หลายเดือน จนพิการ ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติเหมือนเดิมได้

       ทายาทกลุ่มธุรกิจเครือโอเอ กล่าวอีกว่า ในเดือนสิงหาคม 2559 ทางบริษัทของเรา โดนเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย เข้าตรวจ พร้อมโดนข้อหาอั้งยี่ ร่วมกันกระทำความผิดให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แล้วหลังจากนั้น เราก็โดนเจ้าหน้าที่ หลายร้อยนาย เข้าตรวจค้นตลอดจนไม่สามารถที่จะประกอบกิจการได้ โดนยึดอายัดทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร รถบัสกว่า 2000 คัน คุณแม่กับน้องชายคนเล็ก โดนข้อหาฟอกเงิน เพิ่มเติม ตอนไปรายงานตัวที่ สน. และโดนขัดค้านประกันตัว ถูกคุมขัง  ซึ่งตอนนั้น เราไม่รู้จะไปทางไหน ก็ได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรม แล้วหลังจากนั้น ก็โดนแจ้งจับเพิ่ม คุณพ่อกับตัวของทิพย์เองก็ได้ไปมอบตัว แสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับโดนจับคุมขัง ไม่ได้รับการประกันตัว ตลอดเวลา ที่ คุณพ่อ คุณแม่ น้องชายและตัวเรา โดนคุมขัง ไร้สิ้นอิสรภาพนั้น

        ในที่สุด ศาลก็อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว กระทั้ง วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ศาลได้พิพากษา ยกฟ้อง ซึ่งพวกเราก็เข้าใจว่า ทุกอย่างจะจบด้วยดี แต่แล้วก็โดนเรื่องภาษีต่อ โดยได้รู้มาว่า เจ้าหน้าที่ได้รับความกดดันอย่างหนัก มีการแอบอ้างถึงผู้ใหญ่ของประเทศ

    ทายาทกลุ่มธุรกิจเครือโอเอ กล่าวอีกว่า ในการตัดสินใจ แถลงข่าวครั้งแรก เพื่อจะขอความเมตตาจากสังคม ขอโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก มีที่ยืนในสังคม แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือ การคุกคาม การขมขู่ การติดตาม จนทุกวันนี้ เรารู้สึกไม่อยากจะตื่นเพื่อมาเห็นโลกนี้เลย เพราะเรากลัว กลัวว่าจะโดนอะไรอีก พอมีคนแนะนำให้เราต้องสู้ เราก็ต้องสู้ เพราะเราสูญเสียทุกอย่างแล้ว จนไม่รู้ว่าจะเสียอะไรอีกแล้ว เราเลยไปแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ เพื่อหยุดยั้ง การยัดเยียดข้อกล่าวหา แล้วเราก็ยังโดนข้อหาเพิ่มเติม กลุ่มบริษัทรถเช่าที่โดนเพิ่มเติม อยากจะขออธิบายเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เริ่มต้น บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เป็นบริษัทเดียวที่โดนฟ้อง มีรถอยู่ในชื่อบริษัท ประมาณ 200 คัน แต่เราโดนยึดอายัดรถทั้งหมดที่เรามี กว่า 2000คัน ซึ่งเป็นรถที่อยู่ภายใต้ชื่อ บริษัททั้งหมด

  ล่าสุด เราก็จะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ ท่านนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ศรีวราห์  พร้อมทั้งให้ทนายความจะพา รปภ.เข้าร้องกองปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้วางเพลิง และผู้จ้างวาน ให้ถึงที่สุด และหากมีเวลาเหลือเราจะไปร้องขอความเป็นธรรมที่กระทรวงยุติธรรม หลังเรื่องเงียบหายไปกว่า 5 ปี