‘สมโพธิ์ เจแปน’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘ซมโปะ ประกันภัย’ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดประกันรายย่อย



คุณอิศรศักดิ์ เทศรัตนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากบริษัท สมโพธิ์ เจแปน นิปปอนโคอะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Sompo Insurance (Thailand) Public Company Limited อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการขานรับนโยบายของบริษัทแม่ Sompo Holdings ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการสะท้อนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ SOMPO Group ทั่วโลก โดยมีพันธกิจหลักในการยึดถือนโยบายการดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ให้บริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “Sompony” มาสคอต (Mascot) ใหม่ในรูปลักษณ์ของลูกม้าสีแดง ที่มีภาพลักษณ์สื่อถึงแบรนด์ SOMPO ได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของความซื่อสัตย์ จริงใจ เป็นมิตร เข้าถึงง่าย และพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต โดยคาดหวังว่า SOMPONY จะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยขยายการรับรู้ของแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

“ภายใต้ชื่อใหม่ของบริษัทฯ เรามีเป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจ คือ การเป็นผู้ให้บริการลูกค้าที่ดีที่สุด บริษัทฯ จึงไม่หยุดนิ่งที่จะคิดค้นและพัฒนาทางเลือกของการประกันในหลากหลายรูปแบบเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งลูกค้ารายบุคคลและลูกค้าองค์กรได้อย่างดีที่สุด พิสูจน์ได้จากการที่บริษัทฯ ของเราได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ได้รับรางวัลเกียรติยศ “บริษัทประกันภัยพัฒนาดีเด่น ประจำปี 2015” และในปี 2016 เรายังมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับทุกส่วนงานไม่ว่าจะเป็นการขยายช่องทางการขายออนไลน์ การให้บริการลูกค้าผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในบริษัทด้วยระบบงานใหม่  โดยบริษัทฯ จะสร้างการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายติดอันดับ 1 ใน 10 ของธุรกิจประกันวินาศภัยภายในปี 2020” คุณอิศรศักดิ์ กล่าว  

สำหรับลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ภายใต้ชื่อบริษัท สมโพธิ์ เจแปน นิปปอนโคอะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่มีผลบังคับใช้ก่อนวันที่  30 กันยายน 2559 ยังมีผลตามกฏหมายทุกประการจนกว่าจะหมดระยะเวลาความคุ้มครอง